บทที่ 4
กลุ่มเสี่ยงโรคปริทันต์ และฟันผุ

               การป้องกัน ปกติแล้ว มี 3 ระดับคือ การป้องกันการเกิดโรค การป้องกันการดำเนินโรค และการป้องกันการสูญเสียของอวัยวะ แต่จุดมุ่งหมายสูงสุด ของงานทันตกรรมป้องกัน คือ การป้องกันการเกิดโรค เป็นการป้องกันขั้นแรกสุด ก่อนที่จะเกิดรอยโรคขึ้นในช่องปาก ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงต่อโรค เพื่อค้นหา และแยกว่า บุคคลใดน่าจะมีโอกาสเสี่ยง ต่อการเกิดโรคง่าย น่าจะเป็นวิธีที่ช่วยให้ งานทันตกรรมป้องกัน ทำได้เหมาะสม และทันท่วงทียิ่งขึ้น





               การจะแยกว่า บุคคลใดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค มากน้อยแค่ไหนนั้น จำเป็นต้องรู้ข้อมูล พฤติกรรม หรือการปฏิบัติตนของบุคคลนั้นๆ ว่า เกี่ยวข้องปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรคหรือไม่ มากน้อยเพียงใด เช่น คนที่มีพฤติกรรมชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็คาดว่า โอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับแข็ง ย่อมสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มสุรา หรือคนที่ชอบเที่ยวผู้หญิง สำส่อนทางเพศ ก็พอจะบอกได้ว่า คนๆ นั้นมีโอกาสสูง ต่อการติดโรคเอดส์ เป็นต้น การพยากรณ์เหล่านี้ ความถูกต้องแม่นยำ ขึ้นกับข้อมูลที่ได้รับ และขึ้นกับลักษณะของโรคนั้นๆ ว่า มีปัจจัยเสี่ยงของโรค มากน้อยเพียงใด

               สำหรับโรคในช่องปาก โดยเฉพาะโรคปริทันต์ และฟันผุ ซึ่งยังเป็นปัญหาที่เด่นชัดที่สุด เป็นโรคที่ใช้เวลานาน ในการเกิดโรค ก็ค่อนข้างละเอียดอ่อน และมีหลายปัจจัย ทำให้การแยกกลุ่มเสี่ยงของบุคคล ในการเกิดโรคทั้งสองชนิด ทำได้ค่อนข้างยาก อาจจำเป้นต้องใช้หลายวิธีการ เพื่อบอกความเสี่ยงของการเกดิโรค ในแต่ละบุคคลให้แม่นยำขึ้น ซึ่งนอกจากจะใช้แบบสอบถามประวัติ และพฤติกรรม เพื่อประเมินตนเองแล้ว จะต้องมีการตรวจสภาพช่องปาก โดยทันตแพทย์ การตรวจสภาวะชีวเคมีของช่องปาก ทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย

               แต่ในที่นี้ การประเมินความเสี่ยง ต่อโรคปริทันต์ และฟันผุ จะนำเสนอเพียงวิธีการประเมินตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการประเมินโรค ประเมินความเสี่ยงของตนเอง ต่อการเกิดโรคอย่างง่ายๆ และสะดวกที่สุด เพื่อให้รับรู้ว่า ขณะนี้ ตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มากน้อยเพียงใด สมควรรีบไปรับการวินิจฉัย หรือรักษาโรคที่ถูกต้องต่อไป โดยเร็วหรือไม่

                1. โรคปริทันต์

               1.1 ปัจจัยเสี่ยง
นอกจากสาเหตุโดยตรงของโรค ที่เกิดจากพิษของจุลินทรีย์ บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ บนตัวฟันร่วมด้วยปัจจัยเสริม คือ หินน้ำลายแล้ว อาจมีสาเหตุ หรือปัจจัยอื่น จากสิ่งแวดล้อมในช่องปาก สภาพร่างกาย หรือพฤติกรรมบางอย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้มีโอกาส เกิดโรคได้ง่าย หรือเสริมสภาวะโรคที่เป็นอยู่แล้ว ให้รุนแรงขึ้น โดยปัจจัยดังกล่าว จัดเป็นปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคปริทันต์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยทั่วไป และปัจจัยเฉพาะ

               1. ปัจจัยทั่วไป

               ด้านสภาพของร่างกาย พบว่า

  • คนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ในหญิงมีครรภ์ สตรีวัยหมดประจำเดือน เด็กเข้าสู่วัยหนุ่มสาวต้องระวัง ความสะอาดช่องปากมากขึ้น เพราะบางคนเหงือกอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย และรุนแรง ทั้งๆ ที่ปริมาณคราบจุลินทรีย์ และหินน้ำลาย ก็มีไม่มากนัก
  • คนที่มีอายุเพิ่มขึ้น มักมีแนวโน้มเกิดโรคนี้ได้สูง เนื่องจากลักษณะของโรค เป็นการสะสมมาเรื่อยๆ จนถึงระดับที่แสดงอาการ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่ความรุนแรงของโรค เพศชายจะสูงกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ เพศหญิงสนใจดูแลทันตสุขภาพ และหมั่นไปพบทันตแพทย์ เพื่อขอรับการรักษามากกว่า
  • คนที่ร่างกายขาดสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี บี และดี มีผลต่อความต้านทานของเหงือก และความแข็งแรงของกระดูกหุ้มรากฟัน
  • คนที่มีปัญหาโรคทางร่างกาย เช่น โรคเกี่ยวกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน มะเร็งเม็ดโลหิตขาว จะมีอาการของโรคเหงือกร่วมด้วยอยู่แล้ว ในผู้ป่วยเบาหวาน อาจมีการทำลายของกระดูกเบ้ารากฟัน ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเม็ดโลหิตขาว เหงือกจะอักเสบ บวมมากกว่าปกติ ซึ่งการรักษาความสะอาดให้ดี เป็วิธีที่จะช่วยลดอาการเหล่านี้ลงได้

               การใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาแก้ชัก โรคลมบ้าหมู (Antiepileptic Drugs) จะก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบชนิดบวมโต หรือการใช้ยาคุมกำเนิด ชนิดที่ผสมโปรเจสโตเจน (Progestogens) จะทำให้โรคปริทันต์มีอาการรุนแรงขึ้นได้

               นอกจากนี้ ในสภาพเศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบัน พบว่า คนที่มีความเครียดสูง เช่น คนที่ตกงาน หย่าร้างบ้านแตก จะมีส่วนทำให้อาการของโรคปริทันต์ รุนแรงกว่าเดิม

               2. ปัจจัยเฉพาะ

               เป็นปัจจัยภายในช่องปาก ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลัก ที่มีผลกระทบโดยตรง ต่อการเกิดโรค ชัดเจนกว่าผลจากสภาพร่างกาย ได้แก่

               2.1 ปัจจัยด้านพฤติกรรม ด้านการบริโภค ถ้าชอบรับประทานอาหารที่นิ่ม ละเอียด ตกค้าง และติดฟันง่าย ร่วมกับการแปรงฟัน ที่ยังไม่สะอาดเพียงพอ จะทำให้เกิดการสะสมคราบจุลินทรีย์ ง่าย และเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมอื่น ช่วยส่งเสริม เช่น

  • การเคี้ยวอาหาร โดยใช้ฟันข้างซ้าย หรือขวา เพียงข้างเดียวตลอด ทั้งนี้ อาจเนื่องจากฟันอีกข้าง ผุเป็นรู เคี้ยวแล้วเจ็บ จึงพยายามหลีกเลี่ยงฟันข้างที่ไม่ได้ใช้งาน จะไม่ได้รับการขัดสี จากอาหาร คราบจุลินทรีย์ และหินน่ำลาย จะสะสมมากเห็นชัด
  • การหายใจทางปาก หรือริมฝีปาก ปิดไม่สนิท อาจเป็นผลจาก มีฟันยื่น หรือมีปัญหาระบบหายใจ ลักษณะนี้ จะทำให้เหงือกแห้ง มีการสะสมสารพิษ จากจุลินทรีย์ได้ง่าย เพราะไม่มีน้ำลายมาชะล้าง
  • การระคายเคืองจากสารเคมี ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้สารเคมี หรือใช้ยาผิดวิธี เช่น ปวดฟันแล้ว เอายาแก้อักเสบ หรือแก้ปวด มาป่นทาบริเวณเหงือก การแพ้น้ำยาบ้วนปาก ยาสีฟัน ก็อาจจะทำให้เป็นแผลที่เหงือก และเนื้อเยื่ออ่อน อักเสบได้
  • การสูบบุหรี่ พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้ม จะเป็นโรคปริทันต์สูง กว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ และปัจจัยมีพวกบุหรี่ไร้ควัน (Smokeless tobacco) ลักษณะคล้ายยาฉุน หรือหมากพลู ซึ่งตัวนี้จะมีอันตรายมากกว่า บุหรี่ธรรมดา เพราะก่อให้เกิดความระคายเคือง มากกว่า
  • นอกจากนี้ นิสัยบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ไม้จิ้มฟัน ที่ไม่ถูกสุขลักษณะแคะฟัน เหล่านี้ จะเป็นต้นเหตุของโรคปริทันต์ ที่ต้องพึงแก้ไข และหลีกเลี่ยง

               2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะสิ่งแวดล้อม ในช่องปาก เช่น

  • การมีฟันซ้อนเก เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ หรือลักษณะฟันล้มเอียง เหงือกร่น ทำความสะอาดยาก
  • รอยโรคบางอย่างในช่องปาก เช่น ฟันผุบริดเวณคอฟัน รากฟัน ต้องรีบทำการอุดรักษา มิฉะนั้น จะเป็นจุที่กักคราบจุลินทรีย์ได้
  • การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ถ้าเป็นฟันปลอมชนิดถอดได้ ใส่แล้วไม่พอดี มักมีเศษอาหารตกค้างอยู่ใต้ฟันปลอม ฟันปลอมแบบติดแน่น พวกครอบฟัน หรือสะพานฟันที่มีขอบเกิน ขอบฟันที่อุดเกิน เหล่านี้ จะเป็นจุดอ่อนที่นอกจาก จะทำให้เกิดการสะสมคราบจุลินทรีย์ ทำให้เกิดโรคปริทันต์ง่ายแล้ว ฟันบริเวณนั้นมักจะผุง่ายด้วย

               จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งอยู่ ก็นับว่า เริ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคแล้ว จึงควรรีบแก้ไขสาเหตุ แต่ถ้าเป็นปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ที่เสี่ยงไม่ได้ เช่น หญิงมีครรภ์ หรือเป็นโรคทางระบบร่างกายอยู่ ก็ต้องพยายามลดปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นแทน เช่น รักษาความสะอาดของช่องปาก แปรงฟันให้ดี พบทันตแพทย์เพื่อรักษา เพราะอย่างน้อย ถ้าสามารถลด หรือกำจัดคราบจุลินทรีย์ ที่เป็นสาเหตุหลักลงได้ อาการของโรคก็จะลดความรุนแรงลง ดังนั้น การลดปัจจัยเสี่ยงให้มากที่สุด นอกจากจะป้องกันการเกิดโรค การดำเนินโรคแล้ว ยังป้องกันการกลับเป็นโรคใหม่ได้ด้วย

                1.2 การประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคปริทันต์ด้วยตนเอง
                โรคปริทันต์ เป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยง ที่เอื้ออำนวยให้เกิดโรคหลายอย่าง ประกอบกัน ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงสมดุล ระหว่างเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปาก สิ่งแวดล้อมในช่องปาก และสุขภาพร่างกาย ความต้านทานของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งการเสียสมดุล อาจเกิดขึ้น เพียงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นได้ ดังนั้น การประเมินว่า บุคคลใดเสี่ยงต่อการเกิดโรคปริทันต์มากน้อยเพียงใด ถ้าจะให้ถูกต้องจริงๆ จำเป็นต้องทราบถึง

  • ประวัติทางร่างกาย โรคประจำตัว การใช้ยา
  • พฤติกรรม การดูแลอนามัยช่องปาก
  • การตรวจทางคลินิก

                แต่ในคู่มือนี้ จะนำเสนอเพียง การประเมินสุขภาพเหงือก ในเบื้องต้นด้วยตนเอง เพื่อเป็นแนวทาง ในการกระตุ้นเตือน ให้รับรู้ถึงปัญหา โรคในช่องปากของตนเอง ก่อนที่จะไปรับการตรวจรักษา ให้แน่นอน โดยทันตแพทย์อีกครั้งหนึ่ง


คุณมีปัญหาโรคเหงือกแค่ไหน ?

               การประเมินสุขภาพเหงือกเบื้องต้นนี้ ควรมีการประเมินทุก 6 เดือน เป็นอย่างน้อย เนื่องจากสภาพร่างกาย และช่องปาก มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเพื่อให้ข้อมูลที่ได้ถูกต้องที่สุด ควรพิจารณาโดยละเอียด ก่อนตอบคำถาม
1. เพศ
                ก. หญิง
                ข. ชาย
2. อายุ
                ก. 15-24 ปี
                ข. 25-35 ปี
                ค. 35 ปีขึ้นไป
3. ท่านมีกลิ่นปากหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
4. ขณะแปรงฟันท่านมีเลือดออกหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
5. ท่านมีหินปูนหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
6. ท่านมีฟันโยกหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
7. ท่านมีฟันแยก ห่างจากเดิมหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
8. ท่านรู้สึกว่า มีฟันยื่นยาวขึ้นจากเดิมหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
9. ท่านมีเศษอาหาร ติดซอกฟันบ่อยหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ
10. ท่านเคยมีเหงือกบวมหรือไม่
                ก. มี
                ข. ไม่มี
                ค. ไม่แน่ใจ

ข้อ 1 ตอบ หญิงหรือชาย = 0 คะแนน
ข้อ 2 ตอบ ก = 0 คะแนน, ข = 0 คะแนน, ค = 5 คะแนน
ข้อ 3-10 ตอบ มี = 10 คะแนน, ไม่มี = 0 คะแนน, ไม่แน่ใจ = 5 คะแนน

               ถ้าคะแนน 0-30 คะแนน ท่านจัดอยู่ในกลุ่ม ที่มีสุขภาพในช่องปากที่ดี แต่อย่างน้อยไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็คทุก 6 เดือน จะยิ่งดีใหญ่

               ถ้าคะแนน 35-45 คะแนน ท่านจัดอยู่ในสถานการณ์ ที่ไม่แน่นอนว่า จะเป็นโรคเหงือกหรือไม่ ควรให้ทันตแพทย์ช่วยบอกให้แน่ใจ จะดีกว่า อย่านิ่งนอนใจ

               ถ้าคะแนน 50-85 คะแนน ท่านเป็นโรคเหงือกอักเสบแล้ว โรคอาจกำลังรบกวนท่านอย่างหนัก รีบไปพบทันตแพทย์ แล้วรักษาโดยด่วน ช้าอาจสูญเสียฟัน

               แบบประเมินนี้ ดัดแปลงจาก เอกสารสรุปผลการประชุม เชิงปฏิบัติการ เรื่อง ทันตกรรมป้องกันในคลินิก กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย วันที่ 27-29 เมษายน 2535 ณ ทิพวรรณชาเลย์ ประจวบคีรีขันธ์

                2. โรคฟันผุ

               2.1 ปัจจัยเสี่ยง

               ปัจจัยอะไรบ้าง ? ที่ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย

               โรคฟันผุจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างครบ นั่นคือ ฟัน จุลินทรีย์ อาหารโดยเฉพาะน้ำตาล และระยะเวลาที่เหมาะสม ปัจจัยใดๆ ก็ตาม ที่มีส่วนส่งเสริม หรือทำให้องค์ประกอบทั้ง 4 อย่างเกิดขึ้น และมาพบกันอย่างเหมาะสม ก็นับว่าปัจจัยนั้น คือ "ปัจจัยเสี่ยง" ที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ แต่ปัจจัยตัวใดจะสำคัญที่สุด หรือมีอิทธิพลทำให้เกิดโรคฟันผุ ได้ง่ายที่สุดนั้น ยังไม่สามารถระบุได้แน่นอน ทั้งนี้เพราะ เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ประกอบกัน

               จากการศึกษา รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ พบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ สามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ปัจจัยทั่วไป และปัจจัยเฉพาะ

               1. ปัจจัยทั่วไป

               เป็นปัจจัยภายนอก ได้แก่

               1.1 ปัจจัยด้าน อายุ เพศ เชื้อชาติ กรรมพันธุ์

               อายุ : โรคฟันผุ เป็นโรคที่แม้จะรักษาแล้ว ก็ยังคงสภาพรอยโรคอยู่ ดังนั้น ในกลุ่มผู้ใหญ่ มักจะพบรอยโรคสะสมมากกว่า แต่อัตราการเกิดใหม่ ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่า เกี่ยวข้องกับอายุโดยตรง แต่อายุจะมีผลกระทบ ต่อตำแหน่ง ของการเกิดโรคฟันผุ ในเด็กอายุน้อย ฟันจะผุบริเวณด้านบดเคี้ยว เนื่องจากมีหลุมร่องฟันลึก แต่ในผู้ใหญ่ ด้านบดเคี้ยวไม่ค่อยผุเพิ่ม เพราะสึกจากการใช้งานนาน แต่การผุจะเกิดขึ้นบริเวณด้านประชิด และบริเวณรากฟัน เพราะมีการร่นของเหงือกเพิ่มขึ้น
               เพศ : การที่เด็กมีฟันแท้ ขึ้นเร็วกว่าเด็กชายเล็กน้อย อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคฟันผุมากกว่า แต่ไม่ชัดเจน ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในช่องปากด้วย
               เชื้อชาติ : การที่เราพบว่า ชนชาติใด มีปัญหาฟันผุมาก ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ แต่น่าจะเป็นผลมาจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อด้านการบริโภค และการรักษาความสะอาดมากกว่า

               1.2 ปัจจัยด้าน เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา รายได้

               พบว่า ความเจริญของสังคม ยิ่งเจริญ แนวโน้มของฟันผุ ก็เพิ่มมากขึ้น มีการบริโภคน้ำตาล และอาหารแปรรูปกันแพร่หลาย และที่น่าเป็นห่วง คือ ในประเทศไทยเรา แต่เดิม เด็กที่ฟันผุสูง จะอยู่ในครอบครัวผู้มีอันจะกิน เพราะขนมหวาน อาหารแปรรูปในระยะแรก ยังเป็นของแพง แพร่หลายในคนบางกลุ่ม แต่ในปัจจุบัน อัตราการเกิดฟันผุ กลับไปเพิ่มในเด็กชนบท ทั้งนี้เพราะ อาหารเหล่านี้ มีการแพร่กระจ่ายไปรวดเร็ว พร้อมกับราคาที่ถูกลง ในขณะที่ความรู้ และรายได้ของผู้ปกครอง ในชนบท ยังไม่เอื้ออำนวย ในการที่จะพาบุตรหลาน ไปพบทันตแพทย์ หรือให้การดูแลสุขภาพช่องปาก ที่ถูกต้องเพียงพอ เด็กกลุ่มนี้ จึงอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หรือในผู้ใหญ่เอง เช่น ในโรงงาน มีการสำรวจพบว่า คนงานส่วนใหญ่จะอมทอฟฟี่ไปด้วย ทำงานไปด้วย ตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้น การที่ลักษณะงาน หรือที่ทำงานเป็นสภาพที่เอื้อต่อการบริโภคน้ำตาล โอกาสจะเกิดฟันผุสูงยิ่งขึ้น

               1.3 ปัจจัยด้านสุขภาพร่างกายทั่วไป

               พบได้ในคนบางคนที่มีปัญหา สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เช่น

  • สภาวะทุโภชนาการ ร่างกายขาดสารอาหารมากๆ ไม่สมบูรณ์จริงๆ จึงจะส่งผล ทำให้โครงสร้างของฟันไม่แข็งแรง ถูกทำลายง่าย
  • โรคของระบบร่างกาย เช่น โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน คนที่ได้รับการรักษามะเร็งในทางเคมี ร่วมกับการฉายแสงบริเวณใบหน้า และลำคอ ทำให้การทำงานของต่อมน้ำลายลดลง ช่องปากแห้งผิดปกติ การชะล้างอาหาร และคราบจุลินทรีย์ ทำได้ไม่ดี ถ้าร่วมกับการดูแลทันตสุขภาพไม่เพียงพอด้วยแล้ว คนกลุ่มนี้ย่อมเกิดฟันผุได้สูง

               แต่ก็พบได้น้อย ทั้งนี้ขึ้นกับการดูแล ความสะอาดช่องปากเป็นหลักมากกว่า ส่วนสภาพร่างกาย เป็นเพียงตัวเสริมให้โรครุนแรงขึ้นเท่านั้น

               2. ปัจจัยเฉพาะ

               เป็นปัจจัยภายในช่องปาก ที่มีผลกระทบโดยตรง ต่อการเกิดโรคฟันผุ ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภค การดูแลอนามัยช่องปาก รวมถึง ลักษณะภายในช่องปากด้วย

               2.1 ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค การดูแลอนามัยช่องปาก

               พฤติกรรมการบริโภค

               การบริโภคที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ ขึ้นกับชนิดของอาหาร และความถี่ในการรับประทาน อาหารชนิดหวาน เหนียว ละเอียด ตกค้างในปากได้นาน จะก่อให้เกิดภาวะเสี่ยง ต่อการเกิดโรคฟันผุได้มาก กว่าอาหารที่เคี้ยวแล้วกลืนไปเลย เช่น การอมทอฟฟี่ กับการกินฝอยทอง การอมทอฟฟี่ จะทำให้ช่วงเวลาที่น้ำตาลคงอยู่ในปาก ในระดับสูงนาน และถูกเปลี่ยนเป็นกรด ทำลายฟันได้มาก และยาวนานกว่า การเคี้ยวแล้วกลืน

               ความถี่ในการกิน คนที่กินจุบกินจิบ ไม่เป็นเวลา นอกมื้ออาหารปกติ การชะล้างของน้ำลาย จะน้อยกว่าในมื้ออาหาร ยิ่งถ้าเป็นอาหารหวาน และเหนียว โอกาสจะตกค้างในช่องปากยิ่งมีสูง โอกาสเกิดฟันผุก็สูงด้วย

               พฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก

               การแปรงฟันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่องปากสะอาด ลดการตกค้างของน้ำตาล และแผ่นคราบจุลินทรีย์ ก็ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ ซึ่งถ้าทำได้ ควรแปรงฟันทุกครั้ง หลังรับประทานอาหาร ร่วมกับการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จะยิ่งช่วยลดอัตราเสี่ยง ต่อการเกิดโรคฟันผุได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ที่การแปรงฟันยังทำได้ไม่สะอาดพอ การใช้สารฟลูออไรด์ และสารเคลือบร่องฟัน เป็นสิ่งจำเป็น ที่ต้องได้รับเพิ่มเติมด้วย (รายละเอียดในบทที่ 7 สุขภาพช่องปากลูกรัก)่

               การไปพบทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน นอกเหนือจากการดูแลด้วยตนเอง ก็เป็นสิ่งจำเป็น อย่าคิดว่ายังไม่มีอาการ คงไม่เป็นไร หรือเจ็บนิดหน่อย กินยาก็หาย อยากให้เปลี่ยนแนวคิดใหม่ได้แล้ว เพราะโรคในช่องปาก เป็นแล้วมักไม่หายเอง แต่โรคตะดำเนินไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่แสดงอาการตอนแรก การกินยา เป็นเพียงการลดอาการชั่วคราว ถ้าไม่รักษาก็มีโอกาส ที่จะเกิดอาการขึ้นใหม่ รุนแรงกว่าเดิม

               2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะแวดล้อม ภายในช่องปาก

               เป็นปัจจัยที่มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการผุ ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

               ตัวฟัน : หลายคนคงสงสัยว่า ฟันผุง่าย เพราะเนื้อฟันไม่ดีจริงหรือ ? เนื้อฟันที่ไม่แข็งแรง ขรุขระ ยุ่ยง่าย ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย แต่พบไม่บ่อย เพราะโดยทั่วไปแล้ว สาเหตุของฟันที่ทำให้เสี่ยง ต่อการเกิดโรคฟันผุได้ง่ายนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ โครงสร้างภายในตัวฟัน แต่จะขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่าง ภายนอก และการเรียงตัวของฟัน แต่จะขึ้นอยู่กับ ลักษณะรูปร่างภายนอก และการเรียงตัวของฟันมากกว่า

               ถ้าลองสังเกตดู จะพบว่า ฟันแต่ละซี่ผุไม่พร้อมกัน ทั้งที่อยู่ในสภาพช่องปากเดียวกัน และในฟันแต่ละด้าน ก็ผุไม่เท่ากัน มักพบว่า ผิวฟันบริเวณที่ขรุขระ เป็นหลุมร่อง จะเป็นจุดที่ผุง่ายกว่าผิวเรียบ เช่น บริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกราม หรือบริเวณที่ทำความสะอาดยาก เช่น ซอกฟันที่ล้มเอียง ยื่นยาว ฟันเก หรือการอุดฟันที่มีขอบเกิน ทำให้เกิดการกักเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์ ฟันจะผุง่าย

               น้ำลาย : ปกติแล้ว น้ำลายจะหลั่งออกมา เพื่อคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน สะดวกในการกลืน ช่วยชะล้างเศษอาหารที่ตกค้างในปาก จะหลั่งมากในช่วงมื้ออาหาร คนที่กินอาหารตามมื้อ ปกติจะมีน้ำลายช่วยกำจัดน้ำตาลออกไป จากช่องปากได้ง่าย และเร็วกว่าคนที่กินจุบจิบ นอกมื้ออาหาร หรือกินตอนจะนอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำลายหลั่งออกมาน้อย และถ้าอิ่มแล้ว ลืมแปรงฟันก่อนนอน ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุได้มากขึ้น

               เมื่อเรารู้ว่าฟันผุ มีสาเหตุและปัจจัยเสริมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ช่วยให็โอกาสเกิดโรคฟันผุมีน้อยลง แต่ทั้งนี้ พฤติกรรมหลายๆ อย่างที่กล่าวมา เราไม่สามารถเลี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เราพอจะมีวิธีทราบได้อย่างไรว่า โดยภาพรวมแล้ว เราจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุ มากน้อยแค่ไหน ควรระวัง หรือปฏิบัติตนอย่างไร ? เราอาจจะประเมินระดับความเสี่ยง ต่อโรคฟันผุของตัวเราเอง ได้อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะไปพบทันตแพทย์ เพื่อทำการตรวจในช่องปาก อย่างแน่นอนอีกครั้ง

               2.2 การประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคฟันผุด้วยตนเอง

               จากที่กล่าวมาแล้วว่า โรคฟันผุมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างประกอบกัน ดังนั้น การประเมินผู้ป่วยว่า มีความเสี่ยงต่อโรคฟันผุมากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องได้รับการประเมิน ทั้งจาก

  • ประวัติผู้ป่วย
  • การตรวจทางคลินิก และการตรวจทางภาพถ่ายรังสี
  • การซักประวัติ และวิเคราะห์ปริมาณอาหาร
  • การตรวจความไวของการเกิดโรคฟันผุ ทางห้องปฏิบัติการ โดยตรวจจุลินทรีย์ในน้ำลาย ตรวจคุณภาพน้ำลาย และโครงสร้างของผิวเคลือบฟัน

               สำหรับในคู่มือนี้ จะเสนอเฉพาะแนวทางการประเมินความเสี่ยง ด้วยตนเอง ด้วยวิธีง่ายๆ รวมทั้ง การวิเคราะห์ปริมาณอาหาร (รายละเอียด อยู่ในบทที่ 6 อาหารกับสุขภาพช่องปาก) ซึ่งถ้าพิจารณาคำถาม โดยรายละเอียด และตอบตามความเป็นจริงแล้ว จะสามารถแยกความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะมาพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัย และให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป


การจำแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุ โดยการประเมินตนเอง
คุณมีปัญหาโรคฟันแค่ไหน

               ตอบแบบสอบถามต่อไปนี้ ตามความเป็นจริง คุณจะทราบว่า คุณมีปัญหาโรคฟันผุแค่ไหน และควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อให้เป็นผู้มีสุขภาพฟันที่ดี โดยการรวมคะแนน ตามเกณฑ์ที่แนบมา เทียบกับค่าที่กำหนดกลุ่ม และควรประเมินทุก 6 เดือน
1. เพศ
                ก. หญิง
                ข. ชาย
2. อายุ
                ก. 15-24 ปี
                ข. 25-35 ปี
                ค. 35 ปีขึ้นไป
3. คุณเรียนชั้นประถมศึกษา ที่
                ก. ในกรุงเทพฯ
                ข. ในเขตเทศบาล สุขาภิบาลต่างจังหวัด
                ค. ในเขตชนบท
                ง. อื่นๆ ....................................
4. คุณจบการศึกษาระดับใด
                ก. ไม่ได้เรียน
                ข. ประถมศึกษา (ป.1-ป6 หรือ ป7)
                ค. มัธยมศึกษา (ม.1-ม.6 หรือ มศ.5) / ปวช.
                ง. อนุปริญญา / ปวส.
                จ. ปริญญาตรี หรือสูงกว่า
5. รายได้ของครอบครัวรวมกันต่อเดือน ประมาณ
                ก. ต่ำกว่า 3,000 บาท
                ข. 3,000-4,999 บาท
                ค. 5,000-9,999 บาท
                ง. 10,000-11,999 บาท
                จ. 12,000-14,999 บาท
                ฉ. 15,000-19,999 บาท
                ช. 20,000 บาท หรือมากกว่า
6. นอกเหนือจากอาหารหลัก 3 มื้อ คุณรับประทานอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มอย่างอื่น เฉลี่ยกี่ครั้ง ต่อ 1 วัน
                ก. 1-2 ครั้ง ต่อวัน
                ข. 3-4 ครั้ง ต่อวัน
                ค. 5-6 ครั้ง ต่อวัน
                ง. 7-8 ครั้ง ต่อวัน
                จ. มากกว่า 8 ครั้ง ต่อวัน
                ฉ. ไม่รับประทาน ไม่ดื่มเครื่องดื่ม ระหว่างมื้ออาหารหลัก
7. คุณทำสิ่งต่อไปนี้ประจำหรือไม่ (ตอบได้หลายอย่าง)
                ก. เคี้ยวทอฟฟี่ (แบบเคี้ยว) วันละหลายเม็ด
                ข. อมลูกอม (เม็ดแข็ง) วันละหลายเม็ด
                ค. รับประทานขนมปัง คุ้กกี้ เค้ก ขนมปังปอนด์
                ง. รับประทานขนมหวานไทย (เช่น ฝอยทอง วุ้น เป็นต้น)
                จ. รับประทานอาหารว่าง ประเภทเนื้อสัตว์ (เช่น ไก่ย่าง หมูย่าง ลูกชิ้นเนื้อวัว)
                ฉ. รับประทานผลไม้สด
                ช. รับประทานผลไม้ดอง
                ฌ. ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้
8. ปกติ คุณใช้อะไรแปรงฟันของคุณ
                ก. ไม่แปรงฟัน
                ข. ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เช่น เปปโซเดนท์ ใกล้ชิด คอลเกต ดาร์ลี่ ฟลูโอคารีล โคโดโม ฯลฯ
                ค. ยาสีฟันไม่ผสมฟลูออไรด์ เช่น บัวคู่ วิเศษนิยม
                ง. ถ่าน ทราย เกลือ
                จ. ชนิดอื่นๆ (ระบุ) ..........................................................
9. นอกจากแปรงฟันแล้ว คุณทำความสะอาดฟันของคุณ ด้วยวิธีใดอีกบ้าง (ตอบได้หลายอย่าง)
                ก. อมบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า
                ข. อมบ้วนปากด้วยน้ำยา (ผสมฟลูออไรด์)
                ค. อมบ้วนปากด้วยน้ำยา (ไม่ผสมฟลูออไรด์)
                ง. ไหมขัดฟัน
                จ. ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างอื่น
                ฉ. วิธีอื่นๆ (ระบุ) .......................................................................
10. ปกติ คุณแปรงฟันเวลาใดบ้าง (ตอบได้หลายข้อ)
                ก. เช้า (ตื่นนอน)
                ข. หลังอาหารเช้า
                ค. หลังอาหารกลางวัน
                ง. หลังอาหารเย็น
                จ. ก่อนนอน
11. ขณะที่คุณกำลังแปรงฟัน มีเลือดออกบ้างไหม
                ก. มี
                ข. ไม่มี
12. คุณมีฟันผุในปากหรือไม่
                ก. มีฟันผุ ยังไม่ได้อุด
                ข. มีฟันผุ แต่อุดแล้ว
                ค. ไม่มีฟันผุเลย
                ง. ไม่ทราบ
13. คุณไปรับบริการ จากทันตแพทย์บ่อยแค่ไหน
                ก. เฉพาะเมื่อมีอาการในช่องปาก
                ข. ไปตรวจสม่ำเสมอ ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี
                ค. ไปตรวจเป็นบางครั้ง (นานกว่า 1 ปี)
                ง. ไม่เคยไปรับบริการเลย
14. คุณกระทำ หรือมีอาการดังต่อไปนี้ หรือไม่ (ตอบได้หลายอย่าง)
                ก. สูบบุหรี่
                ข. เคี้ยวหมากฝรั่ง
                ค. อมยาอม
                ง. มีกลิ่นปาก
                จ. แปรงฟันทุกครั้ง ที่รับประทานอาหารเสร็จ
                ฉ. รับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารติดฟัน

               แบบประเมินนี้ คัดลอกจาก งานวิจัย การจำแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุ โดยแบบประเมินตนเอง ทพญ.เรวดี ต่อประดิษฐ์ ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทพญ.ศัสณี รัชชกูล กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย พ.ศ.2534



ก. ข. ค. ง. จ. ฉ. ช. ฌ.


โปรดกรอกคะแนนของคุณในช่องว่าง

ข้อ 1. 1 1
............... คะแนน
ข้อ 2. 3 2 1
............... คะแนน
ข้อ 3. 3 3 3 1
............... คะแนน
ข้อ 4. 4 3 2 1 1
............... คะแนน
ข้อ 5. 1 2 3 4 4 3 2
............... คะแนน
ข้อ 6. 2 4 6 8 10 0
............... คะแนน
ข้อ 7. 10 10 5 5 1 1 3 5
(เลือกคะแนนข้อที่มากที่สุด)
............... คะแนน
ข้อ 8. 15 0 2 5 5
............... คะแนน
ข้อ 9. 4 0 3 0 5 4
(เลือกคะแนนข้อที่มากที่สุด)
............... คะแนน
ข้อ 10. 1 1 1 1 0
(เลือกคะแนนข้อที่มากที่สุด)
............... คะแนน
ข้อ 11. 5 0
............... คะแนน
ข้อ 12. 10 8 0 5
............... คะแนน
ข้อ 13. 5 0 5 5
............... คะแนน
ข้อ 14. 5 3 5 5 0 5
............... คะแนน

รวมคะแนน


............... คะแนน

ลองตรวจคะแนนของท่าน

คะแนน 1-29 กลุ่มไม่เสี่ยงต่อโรคฟันผุ

                ท่านอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัย จากโรคในช่องปาก ท่านเป็นผู้มีสุขนิสัยที่ดี จงปฏิบัติตัวเช่นนี้ ให้สม่ำเสมอ เสมือนเกลือรักษาความเค็ม ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นไร จงอย่าเปลี่ยนนิสัย ไม่ว่าเพื่อนสนิทของท่าน จะชอบกินจุบกินจิบ ท่านก็จงอย่าทำตาม แล้วท่านจะปลอดภัยจากโรคฟันผุ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านควรไปพบทันตแพทย์สม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง ทำให้ตัวเองปราศจากโรค

คะแนน 29-39 กลุ่มเสี่ยงปานกลาง

                ท่านอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยง ต่อการเป็นโรคในช่องปาก ไม่ทราบว่า ตอนนี้ปากของท่านมีฟันผุอยู่กี่ซี่แล้ว ได้อุดไปบ้างแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่เคยอุดฟัน ท่านต้องรีบไปหาหมอฟันทันที ไม่เช่นนั้น มีสิทธิฟันหลอได้ และต่อไปต้องหมั่นไปหาหมอฟันทุก 6 เดือน และถ้าจะให้ดี ควรงดกินจุบกินจิบ งดของหวานๆ ถ้าทำไม่ได้ เพราะท่านเคยชินเสียแล้ว ก็จงจัดระเบียบการกิน ให้เป็นมื้อเป็นคราว ไม่ใช่กินทั้งวัน และทำความสะอาดฟันด้วยวิธีที่ถูกต้อง ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

คะแนน 40 ขึ้นไป กลุ่มเสี่ยงสูง

                ท่านอยู่ในกลุ่มที่อันตรายมาก ไม่ทราบว่า ตอนนี้ท่านเหลือฟันดีๆ อยู่กี่ซี่ในช่องปาก ถ้ายังมีฟันอยู่ในช่องปากหลายซี่ ท่านก็ยังโชคดีมาก ที่ได้มาทำแบบสอบถามนี้ก่อน ไม่งั้นอนาคตมีฟันชุดที่สามแน่ เราขอแนะนำให้ท่านพยายาม งดกินของจุบจิบ งดกินของหวาน อย่ากินตลอดเวลา อย่างที่เคยปฏิบัติอยู่ ถ้าอยากกินจริงๆ ก็กินหลังอาหาร แล้วรีบแปรงฟัน และรีบไปหาหมอฟันทันที พยายามไปพบหมอฟันให้สม่ำเสมอ ทุก 6 เดือน เพราะท่านมีโอกาสเป็นโรคฟันผุ เพิ่มได้ทุกเวลา โดยที่ท่านไม่รู้ตัว

หมายเหตุ จากการศึกษาวิจัย แบบประเมินนี้ สามารถแยกกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคฟันผุ (คะแนน 40 ขึ้นไป) ได้เท่านั้น แต่ยังมีข้อจำกัด ในการแยกกลุ่มที่ไม่เสี่ยงต่อโรคฟันผุ ดังนั้น อาจต้องมีการปรับปรุงวิเคราะห์ การให้คะแนนปัจจัยเสี่ยง หรือทำการทดสอบ ในกลุ่มตัวอย่าง ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ ในงานทันตกรรมป้องกันทางคลินิกต่อไป